สถิติการเล่นโซเชียลมิเดียยอดฮิตในประเทศไทย

ในสมัยนี้คงจะไม่มีใครไม่รู้จักสื่อโซเชียลต่างๆที่เป็นที่ยอดฮิตกันอย่างมากทั่วโลก เพราะมีสถิติที่มีการเปิดบัญชีการใช้งานอยู่เป็นจำนวนมาก และโซเชียลมิเดียที่เป็นยอดฮิตอย่างมากได้แก่ Facebook Instagram Twitter ซึ่งก็ถือว่าโซเชียลมิเดียวที่หลายๆคนเล่นกันเป็นในจำนวนมากทั่วโลก และในประเทศไทยเองก็ด้วย ที่นิยมเล่นแอพพลิเคชั่นโซเชียลเหล่านี้ เพื่อรับข่าวสารต่างๆแทนการรับชมทางโทรทัศน์ หรือเอาไว้ในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อน ครอบครัว และผู้อื่นๆอีกมากมายได้อย่างสะดวก

 

 

เพราะในสมัยดิจิตอลนี้ข่าวสารการติดต่อทางอินเตอร์เน็ตนั้นมีความไวและรอบโลก ซึ่งในบทความนี้เราจะนำสถิติของโซเชียลมิเดียทั้ง 3 ตัวที่เป็นยอดฮิตของคนไทยมาให้ได้ทราบกัน ทั้งยังบอกรายละเอียดถึงกลุ่มคนผู้เล่น และการจัดอันดับการเล่นโซเชียลมิเดียทั่วโลกอีกด้วย และจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นมีดังนี้

Facebook เป็นโซเชียลมิเดียที่คนไทยเล่นกันเยอะมากที่สุดในบรรดาทุกๆโซเชียลมิเดีย เพราะมีการเคลื่อนไหวและการสมัครบัญชีในการเล่นมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ซึ่งประเทศไทยได้มีการเปิดบัญชีการใช้งานอยู่ในลำดับที่8 ของยอดการจัดอันดับของทั่วโลกที่เล่น Facebook ซึ่งในกลุ่มคนที่เล่นนั้นมีอายุเฉลี่ยประมาฯ 18 – 34 ปีเป็นเสียส่วนใหญ่ และเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

Instagram จากสถิติทั่วโลกมีบัญชีที่เปิดการใช้งานประมาณ 8 ร้อนล้านกว่าบัญชี ซึ่งเปิดการใช้งานโดยผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย การจัดอันดับทุกประเทศทั่วโลกที่เล่น Instagram ของประเทศไทยเรานั้นติดอันดับที่ 11 ซึ่งของประเทศไทยได้มีการเปิดบัญชรการใช้งานประมาณ 11 ล้านบัญชี โดยกลุ่มคนที่เล่น Instagram มีอายุเฉลี่ยประมาณ 25 – 34 ปีมากที่สุด และรองลงมาคือกลุ่มคนอายุประมาณ 18 – 24 ปี

Twitter จากสถิตของทั่วโลก มีผู้ที่เปิดบัญชีการใช้งาน Twitter อยู่ที่ประมาณ 250 กว่าล้านบัญชี ซึ่งเปิดบัญชีการใช้งานโดยผู้ชายที่มากกว่าผู้หญิง การจัดอันดับประเทศทั่วโลกของการเล่น Twitter ประเทศไทยเรานั้นติดอยู่ในอันดับที่ 15 มีประชาชนคนไทยที่เปิดบัญชีเล่น Twitter อยู่ประมาณ 4 ล้านบัญชี อย่างที่ได้กล่าวไปว่ามีผู้เล่นเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งผู้ชายที่เล่น Twitter นั้นมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 18 – 34 ปี รองลงมาคือกลุ่มผู้ชายอายุประมาณ 35 – 49 ปี และกลุ่มคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นที่น่าสนใจมากเพราะในกลุ่มของวัยรุ่นอายุ 13 – 17 ปีเป็นสัดส่วนที่น้อยมากในการเล่น Twitter หรืออาจจะเป็นเพราะ Twitter ยังถือว่ามีฟีเตอร์ที่ยังคงเข้าใจยากอยู่

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

รู้หรือไม่ว่าคอมพิวเตอร์เป็นแหล่งเพราะพันธ์เชื้อโรคชั้นเยี่ยม

 หลายคนที่มีการใช้งานคอมพิวเตอร์มักจะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจับต้องแหล่งกำเนินของเชื้อโรคอยู่ เพราะหากมองด้วยตาเปล่าแล้ว เรามักจะเห็นว่าคอมพิวเตอร์ของเราก็สะอาดดีไม่อะไรแต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่สายตาของเรามองเห็นนั่นก็เพราะตัวเราเองที่เป็นคนนำเชื้อโรคให้มาสะสมกับคอมฯ

 หากคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานเป็นประจำเป็นเราคนเดียวที่ใช้งาน

เชื้อโรคก็อาจจะมีน้อยหน่อย เชื้อโรคมาได้อย่างไรนั้น ก็มาจากตัวเราเองนั่นเอง เพราะพฤติกรรมของคนเรามักจะนำของกินมากินตรงหน้าที่เรานั่งทำงานไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำดื่ม หรือขนมผลไม้หรือบางคนนำอาหารหลักอย่างเช่น ข้าวหรือก๋วยเตี๋ยวมานั่งกินหน้าคอมฯเวลาทำงาน ซึ่งเราจำเป็นต้องใช้มือในการหยิบจับอาหารเหล่านั้น และบางครั้งเราลืมที่จะทำความสะอาดมือแล้วเราก็มาจับแป้นพิมพ์ทำให้แป้นพิมพ์ของเราไม่สะอาด หรือบางครั้งที่เราไม่สบายทั้งไอ ทั้งจาม มีน้ำมูก เราก็มักจะจามออกมาซึ่งละอองของน้ำลายน้ำมูกก็จะกระเด็นออกมาตกอยู่ตรงที่แป้นพิมพ์ หรือบางครั้งมือเช็ดน้ำมูกแล้วมาจับที่แป้นพิมพ์เป็นต้น

ซึ่งพฤติกรรมที่อธิบายมาทั้งหมดนี้คือการสะสมเชื้อโรคให้อยู่ที่คอมฯของเรา โดยที่เราไม่ทันรู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจ และยิ่งจะมีเชื้อโรคหลายสายพันธุ์ที่จะมาสะสมกับคอมฯของเราเข้าไปอีกหากมีคนอื่นมาใช้คอมฯร่วมกับเรา เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าก่อนที่พวกเขาเหล่านั้นจะมาจับต้องคอมฯของเรานั้น

พวกเขาจับอะไรมาบ้าง หรือมีโรคติดต่อร้ายแรงอะไรหรือเปล่า

เพราะบางครั้งอาจมีปัญหาเรื่องสุภาพ เช่นเป็นไข้หวัด หรือมีปัญหาการไอ การจาม หรือบางคนอาจจะเป็นโรคผิวหนัง ดังนั้น สิ่งเหล่านี้หากเรามาสัมผัสกับคอมฯแล้วเราไปสัมผัสตัวเองก็จะทำให้เราติดโรคเหล่านี้มาได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น หากเราไม่ต้องการที่จะเจ็บป่วยง่าย หรือติดเชื้อโรคที่อาจจะมีการสะสมตรงคอมฯเราจึงควรทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกครั้งก่อนที่เราจะใช้งาน

โดยหากเราใช้งานคอมฯเองคนเดียว ช่วงเช้าก่อนใช้งานคอมก็หาผ้าสะอาดมาเช็คหน้าจอคอมฯกับแป้นพิมพ์ให้เรียบร้อยก่อนที่จะใช้งาน และไม่ควรนำอะไรมากินขณะที่นั่งทำงานที่หน้าคอมฯ และหากเป็นการใช้งานคอมฯร่วมกับคนอื่น ก่อนที่จะใช้งานคอมฯทุกครั้งเราควรหาผ้าสะอาดมาเช็ดทำความสะอาดคอมฯและแป้นพิมพ์เสียก่อน เพื่อที่เราจะได้วางใจได้ว่า สิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคได้ถูกเช็ดออกไปแล้ว

โปรแกรมพรีเซนต์งานสุดยอดประจำบ้าน

โปรแกรม พรีเซนต์งานสุดยอดประจำบ้านและอออฟฟิศ ไมโครซอฟท์ Powerpoint

โปรแกรม Powerpoint เป็นโปรแกรมนำเสนอ หรือที่เรียกว่า Present งานได้ดี ทำงานได้ง่ายมีรูปแบบที่สวยงาม เป็นโปรแกรมที่มักใช้นำเสนองานในที่ประชุมในการทำงาน หรือนำเสนอการพรีเซนต์ข้อมูลตอนเรียนก็ได้เช่นกัน ใช้ได้ทั้งในมัธยม ประถม จนถึงระดับมหาวิทยาลัย ปริญญาตรี ปริญญาโทจนถึงปริญญาเอกก็ยังคงใช้ได้

ซึ่งการนำเสนอข้อมูลนั้นทำได้ตั้งแต่ข้อมูลสินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ งานวิทยานิพนธ์ ทำเล่มจบ หรือนำเสนอสรุปรายได้ รายรับจ่ายประจำปีของบริษัท โดยหัวใจของโปรแกรมคือนำเสนอเพื่อให้ผู้ที่ดูไฟล์งานสามารถเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน เห็นภาพชัดเจน เพื่อเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

การนำเสนอของ Powerpoint

นั้นสามารถนำเสนอโดยการใส่ตัวอักษร รูปภาพหรือคลิป ก็ได้เช่นกัน  เราสามารถนำเสนอเป็นสไลด์โชว์ภาพนิ่ง หรือจะใส่เอฟเฟกต์ต่างทำให้การนำเสนอมีลูกเล่นดูน่าสนใจมากขึ้น คนดูก็จะติดตามงานของเราไม่เบื่อง่าย โดยเราจะเลือกตกแต่งเอง หรือจะใช้ชุดเทมเพลตที่ติดมากับโปรแกรมก็ได้เช่นกัน

โดยเฉพาะ Microsoft Powerpoint ในรุ่นอัพเดตหลังๆ ล่าสุด

จะมีชุดเทมเพลตและเอฟเฟกต์ให้เลือกมากมายมากขึ้นกว่าเวอร์ชั่นแรกๆ นอกจากนี้เรายังสามารถสั่งเล่นงานนำเสนอแบบอัตโนมัติโดยระบุเวลาเป็นวินาที เป็นนาทีได้อีกด้วย หากเราไม่ต้องการคอยกดคลิ๊กไปยังแผ่นงานนำเสนอชิ้นต่อไปด้วยตัวเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องวางแผนให้ดีเพราะหากเป็นการบรรยายประกอบกับการนำเสนอชิ้นงาน

บางครั้งเวลาที่พูดเนื้อหาอาจไม่พอดีกันกับเวลาที่สไลด์โชว์กำลังดำเนินอยู่ ทำให้เกิดปัญหาพูดเรื่องนึงแต่สไลด์โชว์อีกเรื่องนึงได้ จึงทำให้ปัจจุบันคนนิยมใช้การคลิกแบบแมนนวลมากกว่าแบบอัตโนมัติ

การนำเสนอชิ้นงาน เวอร์ชั่นหลังๆของ Powerpoint สามารถนำเสนอชิ้นงานแบบออนไลน์ได้อีกด้วย เพื่อความสะดวก หากเป็นการประชุมงานแบบวีดีโอคอลระยะไกล ไม่ได้นั่งอยู่ในห้องเดียวกัน หรือสถานที่เดียวกันกับคนนำเสนองาน ถือว่าเป็น feature ใหม่ที่สะดวกสบายขึ้นมาก

เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้การนำเสนอชิ้นงานมีประสิทธิภาพคือให้ใช้ภาพนิ่งน้อยๆ ให้ข้อความสั้นกระชับชัดเจน คียเวิร์ดสำคัญ ให้ผู้ชมเข้าใจเนื้อหา และติดตามได้ดี หากใช้คำเยิ่นเย้อยาว อาจทำให้ดูหน้าเบื่อไม่น่าสนใจ รวมไปถึงถ้ามีภาพเยอะเกินไป อาจทำให้คนสนใจแต่ภาพไม่เข้าใจเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอได้อย่างชัดเจนด้วย